บิ๊กบี้ ลั่น ! 31 มีนาคม 2561 แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายต้องจบ !

 

วันที่ 20 ตุลาคม 2560 ที่ห้องประชุม ศ.นิคม จันทรวิทุร ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการประสานงานการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน (อกนร.) ครั้งที่ 3/2560 โดยมี นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการปกครอง กรมประมง กรมองค์การระหว่างประเทศ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นต้น ร่วมประชุม


พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงผลการประชุมคณะอนุกรรมการประสานงานการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน (อกนร.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบในแนวทางการดำเนินการบริหารจัดการการทำงานของแรงงานต่างด้าวในระยะต่อไป 4 ประเด็นคือ 1) เห็นควรขยายระยะเวลาการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและอนุญาตทำงานให้กับแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมากลุ่มที่ผ่านการคัดกรองความสัมพันธ์การเป็นนายจ้าง-ลูกจ้างที่ได้รับการตรวจสัญชาติแล้ว และได้รับอนุญาตทำงานถึงวันที่ 31 มีนาคม 2561 ออกไปอีก 2 ปี เป็น 31 มีนาคม 2563 เนื่องจากเป็นแรงงานที่ได้รับเอกสารที่ประเทศต้นทางออกให้ (CI และ TD) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีสถานะเป็นแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ได้รับการคุ้มครอง และสิทธิประโยชน์ที่พึงจะได้รับ อันเป็นเป้าหมายสำคัญในการลดคนผิด เพิ่มคนถูก โดยแรงงานฯที่ได้รับการขยายเวลาจะต้องไปตรวจลงตรา (VISA) ประเภทคนอยู่ชั่วคราว (Non-Immigrant L-A) ตรวจสุขภาพ ประกันสุขภาพ และขอรับอนุญาตทำงานก่อนวันที่ 31 มีนาคม 2561 2) เห็นควรไม่ขยายระยะเวลาการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและอนุญาตทำงานให้กับแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติกลุ่มบัตรสีชมพูที่ยังไม่ได้รับการตรวจสัญชาติที่จะสิ้นสุด 31 มีนาคม 2561 เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายไม่ต่ออายุหรือเปิดจดทะเบียนใหม่ ประกอบกับประเทศต้นทางยังมีระยะเวลาในการดำเนินการตรวจสัญชาติให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ หากมาดำเนินการตรวจสัญชาติภายในระยะเวลาที่กำหนดก็จะสามารถอยู่ในประเทศไทยและทำงานได้ต่อไปอีกจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2563 แต่หากสิ้นสุดระยะเวลาการอนุญาตแล้วขอให้แรงงานที่ไม่ได้ตรวจสัญชาติเดินทางกลับประเทศต้นทางและหากประสงค์จะทำงานให้เข้ามาตามระบบ MOU  3) เห็นควรไม่ขยายระยะเวลาการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและอนุญาตทำงานให้กับแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติกลุ่มกิจการประมงทะเลและแปรรูปสัตว์น้ำ ที่จะสิ้นสุด 1 พฤศจิกายน 2560 เนื่องจากกรมประมงได้ดำเนินการจดทะเบียนแรงงานประมงทะเล ตามมาตรา 83 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และแรงงานได้เปลี่ยนสถานะเป็นกลุ่มที่ผ่านการตรวจสอบ คัดกรองความสัมพันธ์การเป็นนายจ้าง-ลูกจ้าง นอกจากนี้บางส่วนยังผ่านการตรวจสัญชาติเรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่มาขอรับใบอนุญาตทำงาน รวมทั้งมีการเปลี่ยนนายจ้างไปทำงานในประเภทกิจการอื่น อย่างไรก็ตาม หากมาดำเนินการตรวจสัญชาติภายในระยะเวลาที่กำหนดก็จะสามารถทำงานได้จนถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 หากเลยกำหนดขอให้แรงงานที่ไม่ได้ตรวจสัญชาติเดินทางกลับประเทศต้นทางและหากประสงค์จะทำงานให้เข้ามาตามระบบ MOU ซึ่งกรมการจัดหางานได้จัดตั้งคณะทำงานร่วมหารือกับประเทศต้นทางในการนำเข้าแรงงานประมงทะเลในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (G to G)  4) เห็นชอบมาตรการระยะยาวในการให้แรงงานเข้าสู่กระบวนการปรับเปลี่ยนเอกสาร CI และ TD ให้เป็นหนังสือเดินทาง (Passport : PP) โดยมีสัดส่วนการจ้างงานตาม MOU เพิ่มมากขึ้น และเป็น MOU ครบทั้งหมดภายใน 31 มีนาคม 2563 


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวต่อไปว่า สำหรับมติที่ประชุมในวันนี้ได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน (กนร.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป และได้มอบหมายให้กรมการจัดหางานประสานกับหน่วยงานของประเทศต้นทางอย่างใกล้ชิดในการเร่งรัดแผนการตรวจสัญชาติ รวมทั้งรับฟังปัญหา อุปสรรค และดำเนินการแก้ไขทันที เพื่อให้กระบวนการพิสูจน์สัญชาติแล้วเสร็จตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด และประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความคืบหน้าการตรวจสัญชาติแรงงานต่างด้าวรวมทั้งขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการ และเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งนายจ้าง/สถานประกอบการและแรงงานต่างด้าว เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจสัญชาติได้อย่างถูกต้อง และขอเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกส่วนปฏิบัติงานด้วยความสุจริต โปร่งใส และขอให้หน่วยงานด้านความมั่นคงติดตาม ตรวจสอบบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ฉวยโอกาสแสวงหาผลประโยชน์จากนายจ้างหรือแรงงานต่างด้าว ทั้งนี้ เพื่อให้การตรวจสัญชาติและขออนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสำเร็จตามเป้าหมาย เป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีด้านแรงงานของประเทศไทยในระดับสากล