ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย 3 ปี ช่วยให้คนมีงานทำล้านราย RSS

 

ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย (Smart  Job  Center) ช่วยคนมีงานทำล้านราย เน้นอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการในทุกช่องทาง เพื่อทำให้เกิดการทำงานที่ยั่งยืน

นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ ช่วยราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย หรือ  Smart  Job  Center  จัดตั้งขึ้นเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม  และการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ  โดยแรงงานไทยจะสามารถเข้าถึงตำแหน่งงานว่างที่มีคุณภาพ  ได้มีงานทำที่ดี  มีรายได้ที่มั่นคง ได้รับความคุ้มครอง มีสวัสดิการและหลักประกันชีวิตในการทำงานที่ดีอย่างเท่าเทียมกันโดยผ่านบริการส่งเสริมการมีงานทำแบบครบวงจร ทั้งบริการจัดหางานในประเทศและต่างประเทศ การแนะแนวอาชีพ และให้ข้อมูลข่าวสารตลาดแรงงาน โดยมุ่งเน้นให้คนไทยมีงานทำในทุกพื้นที่ และส่งเสริมการจ้างงานในทุกกลุ่มและทุกช่วงวัย ซึ่งปัจจุบัน ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทยได้เปิดให้บริการครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 87 ศูนย์ โดยมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยช่วยลดขั้นตอนในการสมัครงานและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งนอกจากจะสามารถใช้บริการได้ที่ ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย (Smart Job Center) แล้ว ยังให้บริการผ่านเว็บไซต์ www.doe.go.th/smartjob และขณะนี้ยังเพิ่มช่องทางการใช้งานทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ผ่านทาง Mobile Application ชื่อ Smart Job Center เพื่อตอบสนองการทำงานของคนยุคใหม่ ด้วย 

จากผลการดำเนินงานของศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย ตั้งแต่เปิดศูนย์ฯ ในวันที่ 19 มกราคม 2558 จนถึงปัจจุบันปี 2560 พบว่าได้ทำให้คนไทยมีงานทำแล้วจำนวน 1,135,795 คน เป็นการบรรจุงานให้กับผู้ที่ใช้บริการที่ศูนย์ฯ 1,077,902 คน และผู้ที่ใช้บริการผ่านเว็บไซต์ 57,893 คน ขณะที่มีผู้ขึ้นทะเบียนคนหางาน 2,605,369 คน  นอกจากนี้ยังได้ให้คำปรึกษาและรับลงทะเบียนแก่ผู้ที่ประสงค์จะเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ จำนวน 87,139 คน ให้บริการแนะแนวอาชีพแก่นักเรียน นักศึกษา จำนวน 375,985 คน และให้คำปรึกษา แนะแนวอาชีพแก่ประชาชนทั่วไป จำนวน 186,038 คน

นายอนุรักษ์ กล่าวต่อว่า กรมการจัดหางานให้ความสำคัญกับประชาชนชาวไทย ให้ได้รับการจ้างงานที่เหมาะสมกับความรู้ ความสามารถและความถนัดของตน สามารถเลี้ยงตนเองได้ซึ่งการสร้างงานให้คนไทย เป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน นับเป็นพลังขับเคลื่อนหนึ่งของสังคมในการพัฒนาบ้านเมืองต่อไป