“บิ๊กป้อม” ลั่น ! การแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานประมงต้องรอบคอบ เพราะเกี่ยวข้องกับปัญหา IUU RSS

 

วันที่ 31 สิงหาคม 2561 ที่ห้องประชุม ศ.นิคม จันทรวิทุร ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน (กนร.) ครั้งที่ 1/2561 พร้อมย้ำปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคประมง ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IUU) จึงต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ สั่งทุกหน่วยดำเนินการตามมติที่ประชุม โดยให้กระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานหลักในการประสานงาน โดยมี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน นายวิวัฒน์ ตังหงส์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม 

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน (กนร.) ว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เห็นว่าปัญหาการทำงานของ

คนต่างด้าวและปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคประมงทะเลเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคประมง ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย 

ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IUU) จึงต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ โดยได้สั่งการให้ทุกส่วนราชการรับทราบและดำเนินการตามมติที่ประชุม โดยมอบหมายให้กระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานหลักในการประสาน ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมงนำผลการประชุมเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคประมงทะเล และให้หน่วยงานด้านความมั่นคงสร้างการรับรู้ ทำความเข้าใจกับแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคประมงทะเล เพื่อให้การปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานประมง ซึ่งปัจจุบันขาดแคลนอยู่ประมาณ 53,649 คน ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอใน 3 แนวทาง

แนวทางที่ 1 ขยายระยะเวลาการทำงานให้กับแรงงานประมงทะเลที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและได้รับอนุญาตทำงานตามมาตรา 83 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 กลุ่มที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติ จำนวน 11,000 คน ซึ่งระยะเวลาการอยู่ในราชอาณาจักรจะหมดอายุในวันที่ 30 กันยายน 2561 ออกไปอีก 2 ปี ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 ดำเนินการในลักษณะศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) โดยอนุญาตครั้งละ 1 ปี ดำเนินการตั้งแต่ 20 สิงหาคม – 30 กันยายน 2561 ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการต่อใบอนุญาตทำงาน ณ ศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ 22 จังหวัดชายทะเล มีหน่วยงานต่างๆ ดำเนินการคือ (1) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตรวจลงตรา (VISA) ประทับตราอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรครั้งละ 1 ปี ถึงวันที่ 30 กันยายน 2562 และต่ออายุได้อีกถึง 30 กันยายน 2563 (2) สำนักงานจัดหางานจังหวัด รับคำขอและพิจารณาอนุญาตทำงาน ครั้งละ 1 ปี ตามที่แรงงานต่างด้าวได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร โดยออกใบอนุญาตทำงาน (เล่มสีส้ม) ให้กับแรงงานต่างด้าว (3) กรมประมงออกหนังสือคนประจำเรือ (Seabook) ให้กับแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงาน (4) แรงงานต่างด้าวขอรับบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรชมพู) ณ สำนักทะเบียนอำเภอ หรือสำนักทะเบียนท้องถิ่นที่แรงงานต่างด้าวอาศัยอยู่ แนวทางที่ 2 นำเข้าแรงงานจากประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา ซึ่งจากการหารือการนำเข้าแรงงานประมงทะเลกับทางการเมียนมา ปรากฎว่าทางการเมียนมาตอบรับการส่งแรงงานเข้ามา โดยจะนำเข้ามาทางด้านจังหวัดระนอง-เกาะสอง ซึ่งกระทรวงแรงงานได้เตรียมความพร้อมโดยจัดตั้งศูนย์แรกรับเข้าทำงานและสิ้นสุดการจ้างจังหวัดระนอง ภายในศูนย์ฯ จะมีการดำเนินการในลักษณะศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (OSS) ประกอบด้วย (1) กระทรวงสาธารณสุขตรวจสุขภาพ ประกันสุขภาพ (2) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตรวจลงตรา (VISA) และประทับตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร (3) กระทรวงแรงงานออกใบอนุญาตทำงาน (4) กรมการปกครองจัดทำทะเบียนประวัติ  คาดว่าทางการเมียนมาจะส่งแรงงานเข้ามาทำงานประมงทะเลได้อย่างช้าประมาณเดือนพฤศจิกายน 2561 และ แนวทางที่ 3 มาตรการเร่งด่วนชั่วคราว อนุญาตให้แรงงานที่ถือหนังสือเดินทาง (Passport) หนังสือเดินทางชั่วคราว (Temporary Passport) เอกสารรับรองบุคคล  (Certificate of Identity) เอกสารเดินทาง (Travel Document) ซึ่งเอกสารดังกล่าวยังมีอายุเหลืออยู่ อยู่ในราชอาณาจักรเพื่อทำงานในกิจการประมงทะเล เป็นเวลา 1 ปี โดยใช้หนังสือคนประจำเรือ (Seabook) เป็นใบอนุญาตทำงาน ทั้งนี้ อนุมัติให้กระทรวงมหาดไทยออกประกาศผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขของการอนุญาตให้แรงงานทำงานได้ตามมาตรา 83 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 

พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาเปิดโอกาสให้แรงงานต่างด้าวสัญชาติเวียดนามที่ลักลอบทำงานในประเทศไทยกลับออกไปนอกราชอาณาจักร และหากประสงค์จะทำงานให้กลับเข้ามาทำงานตามระบบ MOU และเพิ่มประเภทงานให้ทำได้นอกเหนือจากกรรมกรในกิจการก่อสร้างและประมงทะเลเป็นงานกรรมกรในทุกกิจการเช่นเดียวกับแรงงานต่างด้าวกัมพูชา ลาว เมียนมา