ทำความเข้าใจ Social Distancing RSS

 

ตอนนี้หลายคนอาจเริ่มคุ้นเคยกับคำว่า “ห่างกันสักพัก” เริ่มทำงานอยู่บ้าน เรียนทางออนไลน์ หรือต้องกักตัวอยู่บ้านตามมาตรการ social distancing กันแล้ว เพื่อลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อหรือแพร่เชื้อให้ผู้อื่น ในขณะที่บริการและสถานที่หลายแห่งได้ปิดให้บริการแล้ว เช่นศูนย์การค้า และโรงภาพยนตร์ และกิจกรรมต่างๆ ได้ประกาศยกเลิกเกือบทั้งหมดแล้ว

Social Distancing คืออะไร

Social Distancing หรือ “การเว้นระยะห่างทางสังคม” คือการสร้างระยะห่างระหว่างตัวเราเองกับคนอื่น ๆ ในสังคม รวมถึงการลดการออกไปทำกิจรรมนอกบ้านโดยไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการใช้บริการขนส่งสาธารณะ การไม่เข้าร่วมกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น และการทำงานอยู่ที่บ้าน ทั้งนี้ ทุกๆ การลดจำนวนการติดต่อระหว่างคนต่อวัน ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อระหว่างญาติพี่น้อง เพื่อน เพื่อนร่วมงาน หรือที่สถาบันการศึกษา จะช่วยลดการแพร่เชื้อไวรัสในสังคมเป็นอย่างมาก

จริงๆ แล้ว Social Distancing ต้องทำอย่างไร

ข้อมูลจากศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคของสหรัฐฯ หรือ CDC คำว่า Social Distancing หมายถึง การหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนอยู่หนาแน่น การหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีคนจำนวนมากมารวมตัวกัน และการรักษาระยะห่างจากผู้อื่นประมาณ 2 เมตร

นอกจากนั้น เรายังต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสทางกายภาพ เพราะอาจเป็นการนำเชื้อมาสู่ตัวเอง หรืออาจเป็นการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น, หลีกเลี่ยงการเดินทางออกนอกบ้านหรือเดินทางออกจากบ้านเท่าที่จำเป็น, ลดการพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง, การ Work From Home หรือการทำงานจากบ้าน และการเรียนการสอนผ่านทางช่องทางออนไลน์ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สถานศึกษาต่างๆ นำมาใช้

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการอธิบายถึงความหมายของ Social Distancing ในหลายสื่อแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังคงไม่แน่ใจว่าการเว้นระยะห่างทางสังคม อาจทำให้เราไม่สามารถไปทำกิจกรรมต่างๆ นอกบ้านได้อย่างสิ้นเชิงหรือไม่ และหากเรามีกิจธุระจำเป็น และรู้สึกว่าเราอาจต้องอาจไปทำกิจกรรมนอกบ้านบ้างเพื่อลดความเครียด สิ่งเหล่านี้จะทำได้หรือไม่

ฉันคิดว่าตัวเองสุขภาพดี ทำไมฉันจึงไม่ควรออกไปข้างนอกบ้าง เพื่อทำให้ช่วงเวลาแบบนี้เวลาผ่านไปได้ง่ายขึ้น?

หลายคนเลือกที่จะอยู่บ้านให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มันอาจจะไม่สะดวกสบายเท่าใดนัก แต่เพื่อช่วยเหลือคนอื่นๆ “หากคุณยังอายุน้อยและสุขภาพแข็งแรง คุณควรเพิ่มความระมัดระวังตัว เพราะที่สุดแล้วการอยู่บ้านอาจช่วยเหลือชีวิตคนอื่นได้

นักจิตวิทยา บอกว่า “ตอนนี้คือเวลาที่เราจะสามารถทำอะไรบางอย่างเพื่อทุกคนในสังคม นั่นคือการอยู่บ้านให้ได้มากที่สุด แม้คุณจะเชื่อว่าตัวเองไม่มีทางติดเชื้อแน่นอน การอยู่บ้านถือเป็นการยึดหลักปฏิบัติที่เห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นเป็นที่ตั้ง และเมื่อกระทำโดยคนจำนวนมาก มันอาจช่วยลดอัตราการติดเชื้อลงได้มาก”

การให้ให้ความสำคัญกับสวัสดิการและความปลอดภัยของคนแปลกหน้าสำหรับหลายคนอาจเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก แต่เราอาจทำได้โดยคิดว่าพวกเขาอาจเป็นพ่อแม่ ปู่ย่าตายายของคนที่เรารู้จัก ทำให้การแสดงความเห็นอกเห็นใจคนอื่นในลักษณะนี้อาจเป็นการทดลองที่น่าสนใจ

โจนาธาน คิมเมลแมน ผู้อำนวยการหน่วยจริยธรรมทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยแมคกิลล์ ประเทศแคนาดา กล่าวว่า เราหลายคนอาจสุขภาพแข็งแรงดี และคิดว่าตนเองสามารถทนทานต่อโรคระบาดเช่นนี้ได้ อย่างไรก็ตาม เราควรคิดว่ายังคงมีคนจำนวนมากที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคนี้ และแรงกดดันของการระบาดครั้งนี้ที่มีต่อระบบสาธารณสุข

เขาสนับสนุนแนวคิด “ความเป็นปึกแผ่นทางสังคม” โดยกล่าวว่า เรามี “ข้อผูกมัดทางจริยธรรม” ในการลดการทำกิจกรรมต่างๆ การเว้นระยะทางสังคม และการทดแทนกิจกรรมต่างๆ ด้วยทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า เช่นการเทเลคอนเฟอเรนซ์ แทนการรวมตัวกันในห้องประชุม หรือเปลี่ยนการออกเดท จากการนั่งจิบไวน์ในร้าน ไปเป็นการเดินเล่นข้างนอก

แต่เราก็ยังสามารถชวนแฟนไปออกเดทเป็นครั้งคราวได้หรือไม่?

หากหลายคนยังคงสับสนเกี่ยวกับสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น จงทำความเข้าใจว่า ทั่วโลกมีการนำมาตรการ “การเว้นระยะห่างทางสังคม” มาใช้ในหลายระดับ และคำแนะนำของหน่วยงานด้านสาธารณสุขในแต่ละประเทศก็แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม เราควรดำเนินมาตรการนี้ด้วยการ “แสร้งคิด” ว่า ได้เกิดการติดต่อของโรคในชุมชนที่เราอยู่อาศัยแล้ว ซึ่งนั่นจะกระทบการใช้ชีวิตประจำวันของเราอย่างแน่นอน แต่เราต้องการให้คนรู้สึกว่ามันจะทำให้เรามี “อำนาจ” เพราะการตัดสินใจของเราที่สุดแล้วก็จะทำให้เส้นทางของการระบาดลดลง

ถ้าหากจำเป็นต้องออกไปข้างนอก เราจะทำอย่างไรเพื่อให้ปลอดภัยที่สุด ทั้งเพื่อปกป้องตนเองและผู้อื่น?

เคท เวอร์การา ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขและโรคติดเชื้อ กล่าวว่า เราต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่าไวรัสมีการระบาดอย่างไร ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าโรคนี้สามารถติดต่อผ่านอากาศ (airborne) ในสภาพแวดล้อมปกติได้ ช่องทางการแพร่เชื้อหลักยังคงเป็นการติดต่อผ่านละอองน้ำมูกน้ำลาย เช่นการถูกไอใส่หน้า การสัมผัสกับสิ่งที่มีคนไอใส่ แล้วนำมาสัมผัสกับใบหน้า ทำให้เชื้อโรคสามารถเข้าไปในร่างกายผ่านตา จมูก และปาก

สิ่งสำคัญคือเราต้องมีสุขอนามัยที่ดี เช่น การล้างมือ ซึ่งไม่เพียงปกป้องแค่ตัวเรา ยังรวมถึงผู้อื่นด้วย และเมื่อพิจารณาถึงความจำเป็นในการออกไปนอกบ้าน สิ่งที่เราต้องทำคือ ล้างมือก่อนออกจากบ้านเพื่อป้องกันผู้อื่น และล้างมือหลังทำกิจกรรมต่างๆ เสร็จแล้ว เพื่อปกป้องตัวเอง และหากเรามีความเสี่ยงต่ำ และต้องการที่จะออกกำลังกายจริงๆ ก็ควรล้างมือก่อนจับอุปกรณ์ต่างๆ เสร็จแล้วก็ควรล้างมือซ้ำ และเช็ดทำความสะอาดอุปกรณ์ที่เราใช้ วิธีเดียวกันนี้ยังอาจนำไปใช้เมื่อต้องออกไปตัดผม กดเงินจากตู้เอทีเอ็ม และอื่นๆ

เราควรรู้สึกผิดหรือไม่ที่ต้องการออกไปออกกำลังกายหรือนัดกินข้าวกับแฟน?

ลามาร์ ฮาสบรู๊ค แพทย์และนักระบาดวิทยาทางการแพทย์ กล่าวว่า การอ่านข่าว การเสพโซเชียลมีเดีย และการแชตคุย เกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจทำให้เรารู้สึกวิตกกังวลและกลัว นั่นทำให้เราจำเป็นต้องดูแลคนเองมากกว่าที่เคย จึงจำเป็นมากที่เราควรตระหนักถึงภาวะ “ความรู้สึกของสภาวะปกติ” ให้ได้มากที่สุด

แต่ในการหาวิธีการทำที่รอบคอบที่สุด ฮาสบรู๊ค แนะนำให้เราออกไปออกกำลังกายในช่วงที่คนส่วนใหญ่ไม่ทำ เพื่อลดการติดต่อกับคนอื่นให้เหลือน้อยที่สุด เช่นการออกไปเดิน วิ่งจ็อกกิ้ง หรือขี่จักรยานกลางแจ้ง เพราะยิ่งเป็นสถานที่ที่ปลอดโปร่งมากเท่าไหร่ ความเสี่ยงที่จะติดเชื้อก็จะน้อยลงเท่านั้น และหากออกกำลังกายที่บ้านได้ก็ควรทำ เช่นการใช้แอป หรือดูวิดีโอสอนการออกกำลังกาย

การออกไปซื้อของก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น แต่แทนที่จะไปในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ เราอาจเลือกไปในช่วงบ่ายวันธรรมดา และหากเป็นไปได้ ก็ควรซื้อของทางออนไลน์ น่าจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

เรายังควรใช้บริการส่งสินค้าทางออนไลน์ หรือบริการส่งอาหารอยู่หรือไม่?

ฮาสบรู๊ค แนะนำให้เราใช้บริการเหล่านี้ได้ เพราะมันเป็นวิธีการที่ดีในการสร้างระยะห่างทางสังคม โดยระบุถึง 2 ปัจจัยหลักของการติดต่อของเชื้อโคโรนาไวรัส ได้แก่ ความใกล้ชิด และช่วงระยะเวลาในการติดต่อ ทั้งนี้ ช่วงเวลาในการรับส่งสินค้าคือ 5 วินาที จากนั้น เราสามารถไปล้างมือ และอาจแจ้งให้พนักงานวางสิ่งของไว้หน้าบ้านได้

อาจสั่งสิ่งของและอาหารให้มาส่งที่บ้านอาจทำให้เราลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้ แต่ในอีกแง่หนึ่ง เราอาจต้องนึกถึงผู้ที่ทำหน้าที่นี้ด้วย เช่นในกรณีที่เราต้องใช้บริการรถแท็กซี่จากแกร็บหรืออูเบอร์ และถูกต้องหรือไม่ที่จะอธิบายให้พวกเขาเข้าใจถึงความเสี่ยงในการออกไปข้างนอก ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือให้พวกเขาล้างมือหรือทำความสะอาดมือก่อนขับรถ และไม่สัมผัสใบหน้า และหากเป็นไปได้ ให้เขาเปิดกระจกรถ เพื่อให้อากาศไหลเวียนได้ดี

ส่วนในการสั่งอาหารจากที่ร้านกลับบ้าน แม้จริงอยู่ที่เชื้อโคโรนาไวรัสไม่สามารถแพร่ผ่านอาหารได้ แต่สิ่งที่เราต้องระมัดระวังคือการสัมผัสพื้นผิวต่างๆ เช่น เมนู เครื่องปรุง หรือสิ่งต่างๆ ที่อาจผ่านการจับของคนจำนวนมาก ดังนั้น เราจึงควรล้างมือหรือใช้เจลเช็ดมือทั้งก่อนและหลังการจับ ขณะที่ร้านอาหารที่ยังคงให้บริการส่วนใหญ่ ได้จัดที่นั่งในแบบโต๊ะเว้นโต๊ะ เพื่อรักษาระยะห่างระหว่างลูกค้าไม่ให้ใกล้ชิดกันจนเกินไป

แล้วเมื่อไหร่ที่เราควรกักตัวเองแบบสมบูรณ์?

กรณีนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเราเดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาดรุนแรง หรือใกล้ชิดกับผู้ที่ติดเชื้อในสถานที่ทำงานหรือโรงเรียน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องกักตัวเองโดยสมบูรณ์นาน 14 วัน เพื่อเฝ้าดูอาการ ฮาสบรู๊ค กล่าวว่า หากมีคนบอกว่า พวกเขาหลีกเลี่ยงการร่วมประชุมหรือการต้องเจอกับคนจำนวนมากในสถานที่ทำงาน และล้างมือบ่อยๆ พวกเขาก็อาจไปทำกิจวัตรบางอย่างได้ พร้อมๆ กับการใช้มาตรการระยะห่างทางสังคม ควบคู่กันไปได้

แต่หากคุณมีไข้ หรือใกล้ชิดกับคนที่ติดเชื้อ สิ่งที่เราต้องทำคือ การกักตัวเองโดยทันที เพราะนี่คือการตัดสินใจเชิงจริยธรรมและเราก็คงไม่อยากเอาเชื้อไปติดคนอื่น เพื่อปกป้องตนเองและเพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม

เราควรปฏิบัติตามมาตรการการเว้นระยะทางสังคมไปอีกนานแค่ไหน?

แม้ประเทศของเราอาจจะยังไม่ใช้มาตรการขั้นสูงสุด เช่นการปิดเมืองหรือปิดประเทศเช่นเดียวกับอิตาลี หรืออีกบางประเทศ แต่เราก็ควรปฏิบัติตามมาตรการการเว้นระยะทางสังคมด้วยตัวของเราเอง สิ่งหนึ่งที่เราเรียนรู้ได้จากการระบาดของโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตก็คือ หากเรากำลังบอกสิ่งที่เป็นประโยชน์สำหรับพวกเขา พวกเขาก็จะรับฟัง แต่เราต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่มีอคติใดๆ