New Normal ชีวิตภายใต้ COVID-19 ก่อนออกจากบ้าน ต้องใส่หน้ากากอนามัย ต้องพกเจลแอลกอฮอล์ คุยกันด้วยระยะห่างกว่า 2 เมตร RSS

 

New Normal ชีวิตภายใต้ COVID-19 “ก่อนออกจากบ้าน ต้องใส่หน้ากากอนามัย ต้องพกเจลแอลกอฮอล์ คุยกันด้วยระยะห่างกว่า 2 เมตร นี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ คนช่วงนี้ในยุคที่เชื้อไวรัสโควิด-19 กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลก

ต่อจากนี้ไป เราจะใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน เรามีของสำคัญใหม่ที่ต้องพกไปด้วยนอกจากกระเป๋าตังค์และมือถือก็คือ เจลแอลกอฮอล์ เราคุยกันแต่เราก็จะคุยกันด้วยระยะห่างกว่า 2 เมตร และนี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับหลาย ๆ คนช่วงนี้ในยุคที่เชื้อไวรัสโควิด-19 กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลก

ขณะที่ตอนนี้ยังไม่มียาและวัคซีนในการป้องกันหรือรักษาการติดเชื้อโควิด-19 มาตรการต่าง ๆ ก็ได้ออกมาอย่างต่อเนื่อง บางบริษัทก็ได้ให้พนักงาน Work from Home เพื่อป้องกันการรวมตัวของคนจำนวนมาก ซึ่งก็เป็นหนึ่งในมาตรการ ‘การเว้นระยะห่างทางสังคม’ (Social Distance) ที่ตอนนี้ทุกคนต้องให้ความร่วมมือเป็นอย่างมาก นอกจากจะลดการติดเชื้อแล้วก็ยังช่วยลดในการแพร่เชื้ออีกด้วย และไม่ใช่แค่กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 เท่านั้น โรคอื่น ๆ ที่เกิดจากการอยู่ใกล้กับที่ผู้ที่ป่วย เช่น ไข้หวัด วัณโรค ก็ลดความเสี่ยงลงด้วยเช่นกัน

ออกจากบ้านทีไร ต้องหยิบ ‘หน้ากากอนามัยกับเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ’ ไปด้วย

New Normal ชีวิตภายใต้ COVID-19 กับการพกสำลีชุบแอลกอฮอล์ เพื่อเช็ดมือถือ

จากรายงานการวิจัยในวารสาร Journal of Hospital Infection ได้ระบุว่าเชื้อโควิด-19 สามารถที่จะมีชีวิตอยู่นอกร่างกายมนุษย์หรือบนวัตถุต่าง ๆ ได้นานถึง 9 วัน มือถือเองก็เป็นแหล่งที่สามารถสะสมเชื้อโรคได้เป็นระยะเวลานานและเป็นสิ่งที่อยู่กับตัวเราตลอดเวลา ทำให้ตอนนี้ แอลกอฮอลล์ก็สำคัญไม่ต่างกับมือถือเลยก็ว่าได้ ดังนั้น หากช่วงจำเป็นที่จะต้องออกไปไหน ก็จะเห็นสถานที่ต่าง ๆ มีบริการเจลแอลกอฮออล์หรือเราก็จะเห็นว่าคนรอบตัวหลายคน หลังจากจับสิ่งของหรือธนบัตรก็จะนำเจลมาเทบนมืออยู่ตลอด

ต่อแถวตาม ‘กากบาทและเส้นกั้น’ 

อีกหนึ่งภาพที่ตอนนี้เริ่มจะเห็นกันแล้ว โดยเฉพาะใจกลางเมืองแต่ละแห่งที่เป็นศูนย์รวมคนเที่ยว กิน ช้อป หลังจากสถานการณ์เชื้อไวรัสโควิดระบาด ในหลายพื้นที่ก็ได้ทำการขีดเส้นกั้นหรือมีกากบาทสำหรับการต่อคิว เพื่อไม่ให้ระหว่างการเข้าคิวนั้นมีความใกล้ชิดกันมากจนเกินไป และหากลองสังเกตดี ๆ บางที่ก็จะระบุไว้เลยว่า ‘โปรดเว้นระยะ…ระหว่างบุคคลเพื่อลดโอกาสติดเชื้อ COVID-19’ ถ้าช่วงนี้เดินทางไปยังพื้นที่แออัด แล้วลองก้มมองที่พื้นก็จะเห็นกากบาทสีแดงอยู่ตลอดทาง

ยืนหลังเส้นกั้นทุกครั้งที่ต่อคิว ช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อ

นับว่าเรื่องการรักษาระยะห่างทางสังคมเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หากไม่มีมาตรการมารองรับ จากการคาดการณ์ของกระทรวงสาธารณสุขเผยว่า จนถึงวันที่ 15 เม.ย. พ.ศ.2563 ถ้าไม่ปฏิบัติตาม Social distance จะมีผู้ป่วยสะสมสูงถึง 25,225 ราย ถ้าปฏิบัติบัติตาม Social distance ได้ 50% ก็จะมีผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 17,635 ราย แต่หากสามารถปฏิบัติตาม Social distance ได้ถึง 80% อย่างจริงจัง ยอดผู้ป่วยสะสมที่คาดการณ์ก็จะมีเพียง 7,745 ราย

ต่อให้จะล้มในรถไฟฟ้าก็ได้ แต่จะไม่จับที่โหนเด็ดขาด 

เพราะช่วงนี้สิ่งของสาธารณะหลายคนหลีกเลี่ยงที่จะสัมผัสโดยตรงเพื่อความปลอดภัย

New Normal ตอนขึ้นรถไฟฟ้า ไม่เสี่ยงจับราวหรือที่โหน เพราะอาจจะมีเชื้อปนเปื้อนอยู่

จ่ายเงินออนไลน์กันมากขึ้น สะดวกและไม่ต้องจับธนบัตร

ส่วนใหญ่หลายคนก็ได้เริ่มใช้วิธีจ่ายเงินผ่านแอปฯ กันมาสักพักนึงแล้ว แต่หลังจากเชื้อโควิดแพร่ระบาด ก็ทำให้หลายคนเลือกใช้แอปฯ จ่ายเงินมากขึ้น นอกจากนั้นการที่ผู้คนเลือกที่จะกักตัวอยู่ที่บ้านหรือ Work form Home แล้ว พอคนไม่ออกจากบ้าน ก็ทำให้การซื้อของจากออนไลน์ การสั่งอาหารผ่านผู้ให้บริการเดลิเวอรี่ต่าง ๆ เพิ่มขึ้น และที่สำคัญสถาบันการศึกษาหลายแห่งก็ปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนมาเป็นทางออนไลน์ สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น จากเดิมที่ต้องเช็คชื่อในคาบเรียน ตอนนี้ก็ได้ปรับเปลี่ยนมาเรียนบนจอคอมฯ กันหมดแล้ว

จ่ายเงินผ่านแอปฯ ดีกว่า ไม่ต้องจับแบงค์หรือเหรียญ

ต่อไปนี้ เวลาขึ้นลิฟท์…ก็จะได้มองแต่ผนัง

อีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้อย่างชัดเจนและเป็นภาพปกติใหม่คือ ‘การขึ้นลิฟท์โดยสาร’ หากไม่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เวลาที่เราขึ้นลิฟท์กัน เราก็แค่ยืนและมองไปข้างหน้าประตูลิฟท์ แต่ในตอนนี้เราต้องหันหน้าตามทิศลูกศรสีแดงที่ระบุไว้ ผู้โดยสารก็หันเข้าหาแต่ละด้านของลิฟท์ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อหรือหายใจรดกัน เป็นภาพปกติใหม่ในตอนนี้ที่พวกเราก็ยังคงต้องปรับตัว

วิธีขึ้นลิฟท์แบบใหม่ แต่มั่นใจได้ว่าเราจะไม่หายใจรดกัน

ตัวเอง…ช่วงนี้ห่างกันสักพักก่อนนะ

หลายคู่รักที่ตอนนี้หากจำเป็นที่จะต้องเดินทางมาพบปะเจอกัน ก็ต้องบอกกับคู่รักของคุณเลยว่า ช่วงนี้ห่างกันสักพักนะ จับมือถือแขนช่วงนี้พักก่อน เพราะเราไม่รู้ว่ามือของแฟนเรานั้นจับของอะไรมาบ้าง และยิ่งใกล้ชิดกันมากโอกาสในการแพร่เชื้อก็เพิ่มมากด้วย

ช่วงนี้ต้องเว้นระยะห่างกันก่อน จับมือเธอไม่ได้ ก็มองตากันก่อนนะ

ทำไม่ว่าจะเพื่อน แฟน หรือครอบครัว ช่วงนี้ก็ต้องใช้วิธีติดต่อสื่อสารแบบวิดีโอคอลกันไปก่อน ให้พอช่วยคลายความคิดถึง

ชีวิตภายใต้ COVID-19 คุยกับเพื่อน ๆ ได้แค่ในจอ ช่วงนี้อย่าเพิ่งเจอหน้ากันเลย

ภาพใหม่ ๆ ในสังคมของชีวิตภายใต้โควิด-19 นอกจากจะกระทบในเรื่องเศรษฐกิจแล้ว ยังทำให้ ‘วิถีชีวิต’ ของผู้คนในสังคมเปลี่ยนไปอีกด้วย ไม่ได้พบเจอหน้าผู้คนบ่อยนัก อยู่ใกล้กันมากเกินไปก็ไม่ได้ เพราะอาจจะเสี่ยงติดเชื้อ แม้ว่าจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างในการใช้ชีวิตไปบ้าง แต่เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 มากไปกว่านี้ การอยู่ห่างกันก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุด