สำนักงานจัดหางานจังหวัดเลย ขอประชาสัมพันธ์เรื่องยาเสพติดให้โทษอย่างไร ให้กับกลุ่มลูกจ้างแรงงานต่างด้าว เจ้าของสถานประกอบการ ผู้นำชุมชน อสร. และประชาชนทั่วไปให้ตระหนักรู้เกี่ยวกับโทษของยาเสพติดและแนวทางกันป้องกัน
อย่างที่ทุกคนรู้กันดีว่ายาเสพติดเป็นสิ่งที่ให้โทษมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโทษต่อร่างกาย โทษต่อจิตใจ จนไปถึงผลกระทบที่ส่งต่อคนรอบข้าง วันนี้เราจะพาทุกคนไปดูกันว่าโทษของยาเสพติดและโทษของสารเสพติดนั้นมีอะไรบ้าง มีผลกระทบอย่างไร มีกี่ประเภท รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด รายละเอียดมีดังนี้
ประเภทของยาเสพติด
ยาเสพติดและสารเสพติดนั้นมีหลากหลายประเภท ซึ่งแบ่งออกได้ด้วยการออกฤทธิ์และตามความรุนแรง ถูกกำหนดไว้ในพ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564
การแบ่งประเภทยาเสพติดตามการออกฤทธิ์
หากแบ่งสารเสพติดต่าง ๆ ตามประเภทของการออกฤทธิ์แล้ว จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทดังต่อไปนี้
1. ออกฤทธิ์กดประสาท ผลกระทบของยาเสพติดประเภทนี้คือจะทำให้เกิดความง่วง เฉื่อยชา ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ตัวอย่างได้แก่ เฮโรอีน เหล้าแห้ง ฝิ่น และมอร์ฟีน
2. ออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท ซึ่งมีผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนคือ ทำให้ผู้เสพรู้สึกตื่นตัว เพราะสารจะเข้าไปกระตุ้นระบบประสาททำให้ทำงานมากขึ้น รู้สึกกระวนกระวาย วิตกกังวล ตัวอย่างได้แก่กระท่อม ยาม้าและแอมเฟตามีน
3. ออกฤทธิ์หลอนประสาท เป็นยาเสพติดที่ทำให้เกิดภาพหลอน ได้ยินเสียงต่าง ๆ จนอาจทำให้เกิดอาการบ้าคลั่งได้ โดยสารเสพติดประเภทนี้ได้แก่ แอลเอสดี ยาอี
4. ออกฤทธิ์ผสมผสานกันโดยทำให้ทั้งเคลิ้มและเห็นภาพหลอนพร้อม ๆ กัน ได้แก่ กัญชา
การแบ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2564
สำหรับการแบ่งประเภทของยาเสพติดแบบนี้นั้น เป็นการแบ่งตามกฎหมายของประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นการแบ่งประเภทยาเสพติดตามความรุนแรงอีกด้วย โดยแบ่งได้ทั้งหมด 5 ประเภทด้วยกัน ได้แก่
ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1: ยาเสพติดชนิดร้ายแรง ไม่มีการนำมาใช้ในทางการแพทย์ทุกกรณี ได้แก่ เฮโรอีน แอลเอสดี ยาบ้า (แอมเฟตามีน) และยาอี เป็นต้น
ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2: เป็นยาเสพติดให้โทษทั่วไป บางส่วนจะเป็นสารที่มีประโยชน์ในการรักษาโรคต่าง ๆ หากใช้เป็นประจำหรือติดต่อกันมากเกินไป จะทำให้เกิดการเสพติดได้ในที่สุด เช่น มอร์ฟีน โคเคน เมทาโดน โคเดอีนหรือฝิ่นยา เป็นต้น
ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 3: เป็นยาเสพติดที่สามารถเป็นยารักษาโรคได้ด้วย และมีส่วนผสมของยาเสพติดประเภทที่ 2 อยู่ เช่น ยาแก้ไอ ยาแก้ปวด เป็นต้น
ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 4: เป็นสารเสพติดที่ไม่ได้อยู่ในประเภทที่ 1 หรือ 2 ได้แก่ น้ำยาอาเซติค แอนไฮไดรด์ (acetic anhydride), อะซีทิลคลอไรด์ (acetyl chloride), กรดเฟนิลอะซีติก (phenylacetic acid) และอีกมากมายตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5: ยาเสพติดประเภทอื่น ๆ นอกเหนือจากข้างต้น ได้แก่ กัญชา กระท่อม เห็ดขี้ควาย ฝิ่น และสารสกัดจากทุกส่วนของพืชกัญชาหรือกัญชง (พืชสกุล Cannabis) ที่มีปริมาณสาร THC เกินร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนัก
ผลกระทบของยาเสพติดต่อร่างกายและจิตใจ
หลังจากได้รู้จักกับการแบ่งประเภทของยาเสพติดไปแล้ว เราจะพาทุกคนไปดูกันว่ายาเสพติดแต่ละชนิดนั้งส่งผลกระทบอย่างไรบ้างกับผู้เสพ ทั้งในด้านของร่างกาย จิตใจ และผลกระทบของยาเสพติดในด้านอื่น ๆ โดยเราได้คัดเลือกยาเสพติดที่ชื่อคุ้นหูมาให้ได้ศึกษากัน
ผลกระทบของยาบ้า (Metamphetamine)
ยาบ้าเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 โดยออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทให้เกิดความตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ทำให้ผู้เสพมีอาการคึกคัก อารมณ์ดี พูดมาก ดูกระตือรือร้น และอาจจะทำให้เกิดอาการใจสั่น คลื่นไส้อาเจียน ควบคุมสติไม่ได้ หากเสพเกินขนาดก็อาจจะทำให้มีอาการหัวใจเต้นผิดปกติและหมดสติได้
สำหรับผู้ที่ใช้ยาบ้าติดต่อกันเป็นเวลานาน จะส่งผลให้เกิดอาการประสาทหลอน หวาดระแวง ซึ่งอาจนำไปสู่การทำร้ายตัวเองและผู้อื่นได้ คุณสามารถสังเกตผู้ที่เสพติดยาบ้าได้ด้วยการสังเกตว่าพวกเขามีน้ำหนักลดลงเป็นอย่างมากหรือไม่ อยู่นิ่งไม่ค่อยได้ มีอาการกระวนกระวายตลอดเวลา และไม่ค่อยดูแลความสะอาดของร่างกาย
ผลกระทบของเฮโรอีน
เฮโรอีนเป็นสารเสพติดประเภทที่ 1 และออกฤทธิ์กดประสาท ซึ่งทำให้เกิดอาการเคลิบเคลิ้ม ไม่มีความเจ็บปวดและรู้สึกผ่อนคลาย หากมีการเสพเป็นเวลานานติดต่อกัน จะส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอลง น้ำหนักลดลงและเกิดความสับสนได้อยู่บ่อย ๆ
เฮโรอีนนั้นถือว่าเป็นสารเสพติดที่เสพติดได้ง่ายกว่ายาบ้าหลายเท่า โดยเสพได้ทั้งวิธีการสูดเข้าจมูก สูบควันและการฉีดเข้าสู่ร่างกาย ดังนั้น นอกจากอาการดังกล่าวแล้ว คุณก็สามารถสังเกตผู้ที่เสพติดเฮโรอีนได้จากรอยเข็มฉีดยาตามแขน ริมฝีปากที่แห้งตลอดเวลา
ผลกระทบของยาอี (Ecstasy)
ยาอี (Ecstasy) เป็นสารเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 โดยออกฤทธิ์แบบผสมผสาน คือทั้งหลอนประสาทและกดประสาทในเวลาเดียวกัน ยาอีนั้นจะส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและสมองรุนแรงกว่ายาบ้ามากถึงสิบเท่า ทำให้เซลล์สมองที่เกี่ยวข้องกับความจำและการคิดอย่างเป็นระบบถูกทำลายอย่างรวดเร็ว
ในผู้ที่เสพยาอี จะมีอาการแสดงออกที่สังเกตได้คือได้เสียงเหมือนหูแว่ว เห็นภาพหลอน ทางร่างกายจะสังเกตได้จากอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้น กล้ามเนื้อผิดปกติ ตาพร่ามัว เหงื่อออกเยอะมากกว่าปกติ ในบางรายอาจมีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย
โทษของสารเสพติดในด้านอื่น ๆ มีอะไรบ้าง
นอกจากโทษต่อตนเองที่ได้พูดถึงไปในหัวข้อที่แล้ว การใช้สารเสพติดก็ยังมีโทษในแง่มุมอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อครอบครัว ผลกระทบต่อสังคม และผลกระทบต่อการทำงาน เช่น
1. ทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัว เพราะผู้ใช้สารเสพติดนั้นมักจะมีอาการทางจิตใจที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นอาการซึมเศร้า อาการตื่นตัวเกินเหตุ อาการหวาดระแวงต่าง ๆ อาการหงุดหงิดและก้าวร้าว อาจทำให้เกิดปากเสียงและส่งผลกระทบกับคนในครอบครัวได้โดยตรง
2. ผลกระทบต่อสังคมเองก็มีอยู่หลากหลายด้านเช่นกัน หนึ่งในสิ่งที่เรามักพบเห็นบ่อย ๆ ก็คือการที่ผู้ใช้สารเสพติดเกิดอาการคลุ้มคลั่งและทำร้ายร่างกายผู้อื่น รวมถึงยังอาจทำให้เกิดการลักทรัพย์ที่เพิ่มสูงขึ้น
3. ผลกระทบต่อสังคมในการทำงานที่พบได้คือ ทำให้ความรับผิดชอบลดลง อาจจะมีปากเสียงกับผู้คนในที่ทำงานได้มากขึ้น ซึ่งเกิดจากความเฉื่อยชาหรือความกระตือรือร้นที่มากผิดปกติ จนทำให้ทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ไม่ดีเท่าที่ควร รวมถึงอาจจะมีอาการก้าวร้าวและหงุดหงิดง่าย ทำให้เกิดผลกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเพื่อนร่วมงานได้
โทษทางกฎหมายสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติด
ในด้านของกฎหมาย จะมีโทษที่กำหนดเอาไว้ทั้งสำหรับผู้เสพ ผู้ค้าและผู้ที่ครอบครอง โดยรวม ๆ แล้วใน พ.ร.บ. ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 นั้นจะมีการยกเว้นอยู่หลายกรณี ได้แก่
การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษ หรือวัตถุออกฤทธิ์ เพื่อประโยชน์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพด้านการแพทย์นั้น ไม่ต้องทำการขออนุญาต ตามหลักเกณฑ์และการพิจารณาของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดประกาศกำหนด นอกจากนี้ โทษในการมีไว้ในครอบครอง ผลิต ส่งออก นำเข้าหรือจำหน่ายนั้นยังแบ่งออกได้ตามมาตรากฎหมายที่กำหนด ดังต่อไปนี้
1. มาตรา 107: ห้ามผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ประเภท 2 หรือประเภท 5 หรือวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 หรือประเภท 2 เพื่อเสพ ในปริมาณเล็กน้อยซึ่งไม่เกินปริมาณที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกำหนดในกฎกระทรวง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อเสพ
2. มาตรา 162: ผู้เสพยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 1 (เฮโรอีน) ประเภทที่ 2 (มอร์ฟีนและโคคาอีน) หรือยาเสพติดประเภทที่ 5 (พืชฝิ่น) จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
3. มาตรา 163: ผู้ที่เสพสารระเหย จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
4. มาตรา 164: ใครที่มียาเสพติดให้โทษเฮโรอีน, มอร์ฟีน,โคคาอีนและพืชฝิ่นไว้ในครอบครองเพื่อเสพ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
โทษทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1
สำหรับยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 นั้น จะมีบทลงโทษตามกฎหมายที่กำหนดตามมาตราที่ 145 ไว้ดังต่อไปนี้
1. ผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 15 ปี และปรับไม่เกิน 1,500,000 บาท
2. หากกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน จำหน่ายแก่เด็ก อายุไม่ถึง 18 ปี จำหน่ายบริเวณสถานศึกษา ศาสนสถาน สถานที่ราชการ กระทำโดยมีอาวุธ ใช้กำลัง หรือข่มขู่ประทุษร้าย มีโทษจำคุก 2-20 ปี และปรับไม่เกิน 2,000,000 บาท
3. หากการกระทำโดยผู้มีหน้าที่สั่งการ หรือผู้มีหน้าที่จัดการในเครือข่ายอาชญากรรม เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป มีโทษจำคุก 5 ปีหรือตลอดชีวิต และปรับสูงสุด 5,000,000 บาท หรือประหารชีวิต
กำหนดปริมาณยาเสพติดเพื่อเสพ
ตาม พ.ร.บ ใหม่นี้ ได้มีการกำหนดปริมาณยาเสพติดเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาให้โอกาสแก่ผู้เสพยาเสพติดที่ครอบครองยาเสพติดหรือวัตถุออกฤทธิ์ไว้เพื่อการเสพ โดยไม่ถือเป็นโทษความผิดร้ายแรง อีกทั้งยังมุ่งเน้นให้ผู้เสพเข้ารับการบำบัดรักษาแทนการรับโทษจำคุกอีกด้วย โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1
- เฮโรอีน น้ำหนักสุทธิไม่เกิน 300 มิลลิกรัม
- เมทแอมเฟตามีน ปริมาณไม่ถึง 15 หน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิไม่ถึง 1.5 กรัม หรือคำนวณเป็นน้ำหนักสารบริสุทธิ์ไม่ถึง 375 มิลลิกรัม
- แอมเฟตามีนหรือยาบ้า ปริมาณไม่ถึง 15 หน่วยการใช้ หรือมีน้ำหนักสุทธิ ไม่ถึง 1.5 กรัม
ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2
- โคคาอีน น้ำหนักสุทธิไม่เกิน 600 มิลลิกรัม
- ฝิ่นยา น้ำหนักสุทธิไม่เกิน 15 กรัม
ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5
- มีไว้ในครอบครอง น้ำหนักสุทธิไม่เกิน 135 กรัม
วัตถุออกฤทธิ์ประเภทที่ 1
- คาทิโนน คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกิน 0.5 กรัม
- ไซโลซีน ไม่เกิน 0.1 กรัม
- ไซโลไซบีน ไม่เกิน 0.1 กรัม
วัตถุออกฤทธิ์ประเภทที่ 2
- คีตามีน คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่เกิน 0.5 กรัม
- ซูโดอีเฟดรีน ไม่เกิน 5 กรัม
- ไนตราซีแพม ไม่เกิน 0.3 กรัม
เมื่อกฎหมายมีการเปลี่ยนแปลงแบบนี้แล้ว หลาย ๆ คนที่กำลังพบเจอกับปะัญหายาเสพติด หรือมีคนรู้จักที่ใช้สารเสพติด ก็ไม่ต้องกลัวที่จะขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะกฎหมายใหม่นี้มุ่งเน้นไปที่การบำบัดรักษามากกว่าการลงโทษ ทำให้ผู้เสพติดสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติได้
ทำอย่างไรเมื่อสงสัยหรือรู้ว่าคนใกล้ตัวมีการใช้ยาเสพติด
หากคุณสงสัยว่าคนในครอบครัว ลูกหลาน หรือคนใกล้ตัวมีการใช้และเสพติดยาเสพติด คุณจะต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อให้เกิดความปลอดภัย พร้อมทั้งช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างได้ผล วันนี้เรามีเทคนิคดี ๆ ที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้มาฝากกัน
1. สอบถามและพูดคุยอย่างเข้าใจ โดยไม่ใช่อารมณ์และไม่โทษผู้เสพ เพื่อให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยในการพูดถึงปัญหา หรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับยาที่ใช้ เพื่อจะได้ดำเนินการเพื่อถอนยาต่อไป
2. ระมัดระวังตัวเองอยู่เสมอ เนื่องจากผู้เสพสารเสพติดนั้นมักจะมีอาการหวาดระแวง กระวนกระวายและอาจทำร้ายร่างกายผู้ใกล้ชิดได้ ดังนั้นคุณจึงควรรักษาระยะห่างให้ดี เก็บของที่สามารถเป็นอันตรายได้ให้มิดชิด
3. สังเกตพฤติกรรมของผู้ใช้สารเสพติดอยู่เสมอ หากการพูดคุยไม่สำเร็จ ให้คุณสังเกตพฤติกรรมของพวกเขา เพื่อบ่งบอกถึงระดับการเสพติด จะได้หาวิธีแก้ไขต่อไปได้อย่างปลอดภัย
หากมีการพูดคุยแล้ว หรือไม่สามารถรับมือกับผู้เสพได้ แนะนำให้คุณติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบำบัดผู้ติดยาเสพติด เพื่อดำเนินการต่อไป
ด้วยความปรารถนาจาก สำนักงานจัดหานจังหวัดเลย โทร. 042811861