ความรู้เกี่ยวกับการไปทำงานในปรเทศมาเลเซีย

 


ขั้นตอนการไปทำงานในประเทศมาเลเซียโดยถูกต้องตามกฎหมาย (สำหรับแรงงานทั่วไปที่เดินทางเข้ามาทำงานด้วยตนเอง) ด้วยใบอนุญาตทำงานประเภท Visit Pass (Temporary Employment)

  1. นายจ้างจะต้องยื่นขอโควต้าจำนวนแรงงานต่างชาติจากกระทรวงมหาดไทยของมาเลเซีย (Ministry of Home Affairs) โดยทางการมาเลเซียจะพิจารณาจำนวนแรงงานต่างชาติ จากประเภทและขนาดของแต่ละกิจการ และชำระค่าธรรมเนียมแรงงานต่างชาติ (Levy)
  2. เมื่อได้รับอนุมัติจากกระทรวงมหาดไทยแล้ว นายจ้างจัดหาแรงงานตามจำนวนโควต้าที่ได้รับ ซึ่งนายจ้างอาจติดต่อแรงงานโดยตรง ติดต่อบริษัทจัดหางานในประเทศไทย หรือมอบอำนาจให้สำนักงานแรงงาน ในประเทศมาเลเซีย (สนร. มาเลเซีย) เป็นผู้ประสานให้ความช่วยเหลือ
  3. เมื่อได้รายชื่อแรงงานแล้ว ให้แรงงานเข้ารับการตรวจสุขภาพ ณ โรงพยาบาลที่ติดตั้งระบบ Foreign Workers Centralized Management System (FWCMS) เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 3 แห่ง ได้แก่
    1. โรงพยาบาลนอร์ทอีสเทอร์นวัฒนา เลขที่ 70/7-8 ถ.ศุภกิจจรรยา ต. หมากแข้ง อ. เมือง จ. อุดรธานี 41000 โทร. +66883125624 และ +6642241956
    2. โรงพยาบาลเอกชัย เลขที่ 99/9 หมู่ 4 ถนนเอกชัย ต. โคกขาม อ. เมือง จ. สมุทรสาคร 74000 โทร. +66818956451 และ +6634417900
    3. โรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล โชคชัย 4 เลขที่ 1 ถนนโชคชัย 4 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร 10230 โทร. +662 514 4140-9 โทรสาร. +662 514 4413
  4. โรงพยาบาลแจ้งผลการตรวจสุขภาพให้แรงงานทราบ และส่งผลดังกล่าวทางออนไลน์สู่ระบบ FWCMS ของมาเลเซีย
    1. กรณีผ่านการตรวจสุขภาพ ให้แรงงานไทยส่งสำเนา Passport ให้นายจ้าง เพื่อดำเนินการขอหนังสืออนุมัติวีซ่า (Calling Visa) จากกรมการตรวจคนเข้าเมืองมาเลเซีย เมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว นายจ้างส่ง Calling Visa ให้แรงงานไทย
    2. กรณีไม่ผ่านการตรวจสุขภาพ จะไม่ได้รับการอนุมัติ Calling Visa
  5. นายจ้างนำเอกสารสัญญาจ้างงานมาให้สำนักงานแรงงานในประเทศมาเลเซียประทับรับรอง พร้อมแนบเอกสารประกอบ ได้แก่
    1. สำเนาหนังสือจดทะเบียนบริษัท (Company registration form 9,24,49 หรือ form D)
    2. สำเนาใบอนุญาตประกอบกิจการ (Business License)
    3. สำเนาบัตรประจำตัวนายจ้าง
    4. Calling Visa
    5. สำเนาหนังสือเดินทางลูกจ้าง
    6. รูปถ่ายลูกจ้าง
    7. แผนที่สถานประกอบการ
    8. รูปถ่ายสถานประกอบการและที่พักของลูกจ้าง ซึ่งสนร. มาเลเซียอาจขอเข้าตรวจสอบสถานที่ทำงาน และที่พักแรงงานด้วย
  6. นายจ้างส่ง Calling Visa และสัญญาจ้างที่ได้รับการรับรองให้คนงาน
  7. แรงงานไทยนำ Calling Visa พร้อม Passport ตัวจริงและเอกสารที่เกี่ยวข้องไปขอ Single Entry Visa (วีซ่า 3 เดือน) ที่สถานเอกอัครราชทูตมาเลเซีย (กรุงเทพฯ) หรือสถานกงสุลมาเลเซีย (สงขลา)
  8. แรงงานไทยแจ้งการเดินทางไปทำงานต่างประเทศที่จัดหางานจังหวัดที่มีภูมิลำเนา หรือที่กรมการจัดหางาน ถ. มิตรไมตรี ดินแดง กทม. พร้อมทั้งสมัครเป็นสมาชิกกองทุนช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ และรายงานตัวที่ด่านตรวจคนหางาน ณ สนามบินหรือด่านที่เดินทางออกจากประเทศ
  9. แรงงานไทยเดินทางมาที่ประเทศมาเลเซีย โดยมีนายจ้างเป็นผู้มารับที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองมาเลเซีย และเข้ารับการตรวจสุขภาพอีกครั้งกับ FOMEMA (หน่วยงานตรวจสุขภาพแรงงานต่างชาติของมาเลเซีย) หากผ่านการตรวจสุขภาพ นายจ้างจึงจะขอให้กรมการตรวจตคนเข้าเมืองมาเลเซียออกใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ให้แรงงานเพื่อเริ่มทำงานต่อไป


ค่าใช้จ่ายตามกฎหมาย การขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ในประเทศมาเลเซีย

การเดินทางไปทำงานต่างประเทศจำเป็นที่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการขอใบอนุญาตทำงาน หรือที่เรียกกันว่า เวิร์คเพอร์มิต (Work Permit) ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละประเทศ การไปทำงานที่มาเลเซียก็มีค่าใช้จ่ายเช่นกัน สำนักงานแรงงานในประเทศมาเลเซียขอนำข้อมูลค่าใช้จ่ายตามกฎหมายในการขอ Work Permit สำหรับแรงงานไทยในประเทศมาเลเซียมาให้ท่านทราบ เรามาดูกันว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง

  1. ค่าธรรมเนียมจ้างแรงงานต่างชาติ (Levy) มีอัตราที่แตกต่างตามภาคประกอบการที่มาเลเซียอนุญาตให้แรงงานต่างชาติทำงานได้ ปัจจุบันทางการได้กำหนดให้แรงงานต่างชาติเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้
    1. เกษตรกรรม 640 ริงกิต
    2. ผู้ช่วยแม่บ้าน 410 ริงกิต
    3. การเพาะปลูก 640 ริงกิต
    4. อุตสาหกรรม 1,850 ริงกิต
    5. ก่อสร้าง 1,850 ริงกิต
    6. บริการ 1,850 ริงกิต
    7. บริการนวด 1,850 ริงกิต
  2. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ประกอบไปด้วย ค่าสติ๊กเกอร์ PL (KS) จำนวน 60 ริงกิต เงินมัดจำ (Bond) 250 ริงกิต และค่าดำเนินการ (Process) 125 ริงกิต รวมเป็น 435 ริงกิต ทุกคนต้องจ่ายเท่ากัน
  3. ค่าตรวจสุขภาพกับบริษัท FOMEMA เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับตรวจสุขภาพในมาเลเซียก่อนขอ Work Permit ในแต่ละปี โดยค่าใช้จ่ายจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อยระหว่างแรงงานชายและหญิง คือแรงงานชายปีละ 190.80 ริงกิต และแรงงานหญิงปีละ 201.40 ริงกิต
  4. ประกันเงินทดแทน (FWCS) เป็นเบี้ยประกันรายปี จำนวน 72 ริงกิต (ยังไม่รวมภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นๆ) สำหรับคุ้มครองกรณีเสียชีวิตและพิการ กฎหมายกำหนดให้นายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบส่วนนี้
  5. ประกันสุขภาพ (SPIKPA) เป็นเบี้ยประกันรายปี จำนวน 120 ริงกิต สำหรับเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นผู้ป่วยใน
  6. เงินประกัน Security Deposit เป็นเงินประกันพิเศษที่ธุรกิจสปาและนวดเท้าต้องจ่ายในอัตรา 3,000 ริงกิต/คน และเป็นการจ่ายครั้งเดียวของการจ้างงาน ไม่ต้องจ่ายเป็นรายปี ซึ่งเงินนี้นายจ้างจะได้รับคืนจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของมาเลเซียเมื่อการยกเลิกใบอนุญาตทำงานของคนงานอย่างถูกต้อง (ใช้ระยะเวลาดำเนินการขอรับคืนประมาณ 1 ปี)


ที่มา : สำนักงานแรงงานในประเทศมาเลเซีย โทร. +603-2145-5868 /+603-2145-6004 อีเมล์ thai_labour_office@yahoo.com